ยุคสมาร์ทโฟนกับสังคมที่ก้มหน้า

ยุคสมาร์ทโฟนกับสังคมที่ก้มหน้า

เราคงจะเรียกยุคในปัจจุบันว่า ยุคไอทีอย่างเดียวคงจะไม่ได้ เพราะปัจจุบันสมาร์ทโฟน เข้ามามีบทบาทในชีวิตของคนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ไม่ใช่แต่เฉพาะในประเทศไทย แต่จะจะครอบคลุมทั้งโลก ทำให้คนเราไม่ใส่ใจคนรอบข้าง เพราะมัวแต่จดจ่อกับเนื้อหาสาระหน้าจอสมาร์ทโฟน จนเกิดปัญหาที่เรียกว่า “สังคมก้มหน้า”  และอาจทำให้เกิดผลกระทบตามมาอีกมากมาย

ผลกระทบที่ตามมาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลลดน้อยลง  ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อน หรือแม้กระทั่งสังคมในที่ทำงาน จนสมาร์ทโฟนกลายเป็นปัจจัยในชีวิตประจำวันของมนุษย์เป็นอย่างที่ 6-7 ที่นอกเหนือจาก อาหาร ที่อยู่ เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค ของชีวิตประจำวันไปแล้ว นอกเหนือจากนี้แล้ว ยังมีกลุ่มเยาวชนที่เสพติดสมาร์ทโฟนมาก จนอาจจะเรียกว่ากลายเป็นยาเสพติดชนิดหนึ่งที่กลืนกินชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว สิ่งที่น่ากลัวที่ตามมาสำหรับกลุ่มเยาวชนบางกลุ่มที่เสพติดสมาร์ทโฟน นั่นก็คือคือ เรื่องวุฒิภาวะ อย่างที่เป็นข่าว หรือ โศกนาฏกรรมในหน้าหนังสือพิมพ์ที่เป็นอยู่ เพราะฉะนั้นเด็กควรจะได้รับคำชี้แนะจากผู้ปกครองหรือผู้ที่มีวัยวุฒิที่มากกว่าเพื่อเป็นแนวทางในการใช้สมาร์ทโฟนอย่างมีสติ และควบคุมการใช้สมาร์ทโฟนอย่างเป็นระบบ ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดข่าวล่อล่วงเด็กโดยใช้โซเชียลอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และผลกระทบที่น่ากลัวอีกอย่าง นั้นคือปัญหาสุขภาพสายตา สุขภาพทางจิตและโรคที่ตามมาอีกหลายโรคเช่น สุขภาพทางตาเนื่องจากจ้องจอสมาร์ทโฟนนานเกินจำเป็น อาจทำให้ปวดตา สายตาสั้นและปัญหาเรื่องสายตาตามมาอีกมากมาย สุขภาพทางจิตทำเกิดการเผชิญหน้าลดน้อยลง การหมกมุ่นกับโซเชียลมากเกินจำเป็นจนลืมใส่ใจสิ่งรอบตัว และปัญหาด้านการสื่อสารระหว่างบุคคล สูญเสียการใช้ชีวิตประจำวัน โดยไม่สนใจสังคมรอบข้าง หรือที่เรียกว่า โลกส่วนตัวสูง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของพฤติกรรมที่ก้าวร้าวแข็งกระด้าง ขาดการมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี สื่อสารระหว่างบุคคลไม่เป็น และจากผลสำรวจเยาวชนที่ใช้สมาร์ทโฟนตั้งแต่อายุ 6 ขวบขึ้นไป มีมากถึง 44 ล้านคน คิดเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งหมดของประเทศไทย และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ

สมาร์ทโฟนก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นยังคงมีข้อดี ในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างก้าวไกล สมาร์ทโฟนสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้แค่ปลายนิ้วสัมผัส รับส่ง ข้อมูลข่าวสารทั้งภาพและเสียงได้กว้างขว้าง สะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา เพียงแค่เราใช้ปลายนิ้วสัมผัสก็สามารถส่งข้อมูลข่าวสารไปอีกซีกโลกหนึ่งได้แล้ว เช่น การประชุมทางไกลสำหรับผู้บริหารเป็นการประชุมโดยการใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตเชื่อต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ ฯลฯ เพื่อให้สามารถมองเห็นหน้ากันได้ โดยไม่ต้องเดินทางให้เสียเวลา อีกทั้งยังประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย ในโรงเรียนที่ห่างไกลก็ยังเข้าถึงการศึกษาได้ โดยใช้โครงข่ายอินเทอร์เน็ต ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ป่วยที่ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาในที่ห่างไกลยังสามารถใช้โครงข่ายอินเทอร์เน็ตเข้าถึงการรักษาได้โดยไร้ขีดจำกัด

สมาร์ทโฟน ได้กลายเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันของมนุษย์ไปเสียแล้ว จะเห็นได้ว่าคนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ ล้วนแต่มีสมาร์ทโฟน เป็นของตัวเอง ผลกระทบที่ตามมามีมากมาย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลลดน้อยลง จนถึงขั้นวิกฤต เนื่องจากสมาร์ทโฟน ดึงความสนใจจากสิ่งรอบข้างไปจนหมด จนลืมความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว ลืมความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน หรือความสัมพันธ์ในที่ทำงานงาน ไม่มีใครสนใจใคร จนทำให้ยุคนี้ เรียกได้ว่า “ยุคสังคมก้มหน้า” ที่เราได้ยินคนในสังคมพูดจนคุ้นหู หรือเห็นภาพในสังคมจนชินตา และปัญหาสุขภาพนานัปการที่ได้กล่าวมาข้างต้น

ดิฉันเชื่อว่าปัญหาทั้งหมดสามารถแก้ไขได้ค่ะ หากผู้ใช้มีสติ มีวิจารณญาณในการใช้  ใช้สมาร์ทโฟน โซเชียลอย่างเป็นระบบ เป็นเวลา รู้เท่าทันเทคโนโลยี รู้เท่าทันมิจฉาชีพ ผู้ปกครองผู้ที่มีวัยวุฒิสูงกว่าชี้แนะ แนะนำบุตรหลานและใช้ในเวลาที่จำเป็น เพียงเท่านี้ ยุคสังคมก้มหน้า ก็จะหมดไปจากสังคมไทยและสมาร์ทโฟนก็จะไม่สามารถกลืนกินชีวิตและวัฒนธรรมของมนุษย์แน่นอนค่ะ  และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกลับมาเหมือนเหมือนเดิมอีกครั้งหนึ่งค่ะ็้ำะฟ้้็็โณณฑฌณฑ”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *