“โนโมโฟเบีย”ต้นเหตุ โรคซึมเศร้า

ปัจจุบันสมาร์ทโฟนเป็นสิ่งที่แพร่หลายอยู่ในชีวิตประจำวันของเราเยอะโดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นหรือแม้แต่ผู้ใหญ่เองก็ใช้สมาร์ทโฟน ส่วนคำว่ามากเกินไปต้องดูที่ว่ามากจนเกิดผลกระทบกับชีวิตประจำวันหรือขั้นเสพติดจนต้องก้มมองหน้าจอตลอดเพราะสิ่อออนไลน์มีส่วนกับชีวิต
จากพฤติกรรม ที่กลุ่มคนติดสมัยนี้ มีนิสัยเสพติดโลกออนไลน์กันมากขึ้น คุยกับคนในโลกออนไลน์ ก็กลายเป็นไปเพิกเฉยต่อคนในโลกจริง แถมหลายคนใช้เฟซบุ๊กเป็นเครื่องระบายความรู้สึกมากขึ้น หรือกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมขาดมือถือไม่ได้ อยู่ในกลุ่มวิตกกังวลถ้าหากเราอยู่ในที่ปราศจากสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต หรือ แบตเตอรี่โทรศัพท์เกิดหมดขึ้นมาซะงั้น หงุดหงิด กระวนกระวาย ซึ่งในบางคนที่มีอาการมากๆ อาจถึงขั้นมีอาการเครียด ตัวสั่น เหงื่อออกตามมือและเท้า คลื่นไส้ได้เลย พฤติกรรมเหล่าอาจมาจาก อาการที่ชื่อว่า โนโมโฟเบีย
นายแพทย์ธันวรุจน์ บูรณสุขสกุล จิตแพทย์สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์เปิดเผยกับจันทรเกษมโพสว่า โฟเบีย แปลว่า ความกลัว หรือ โรคที่กลัวอะไรขึ้นมาชนิดหนึ่ง แล้วโนโมโฟเบีย คืออาการกลัวความโดดเดี่ยวกลัวการอยู่คนเดียว ไม่ใช่โรคติดโทรศัพท์อย่างที่หลายๆคนเข้าใจ
นายแพทย์ธันวรุจน์ กล่าวต่อว่า โนโมโฟเบียก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนหันมาสนใจเล่นโซเชี่ยลมากขึ้น หาเพื่อนคุยผ่านทางโซเชี่ยลและอาการเหล่านี้สามารถส่งผลถึงโรคทางจิตเวชได้เช่นกัน คือโรคซึมเศร้าที่เกิดจาก การไม่มีเพื่อนคุยในโซเชี่ยลหรือไม่สมหวังจากการคุยอย่างที่ตัวเองขาดหวัง
จากข้อมูลสถิติของสถาบันจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ การใช้อินเทอร์เน็ตหรือการใช้โซเชียลมีเดีย คนไทยราว21ล้านคน ใช้เวลาประมาณ7.2ชั่วโมงต่อวัน จากช่วงอายุจริงๆการใช้สื่อโซเชียลมีเดียทุกช่วงอายุ แต่เด็กหรือวัยรุ่น คิดเป็น13-16เปอร์เซ็นหรือคิดเป็น1.3-1.6ล้านคน
แพทย์หญิงทิพาวรรณ บูรณสิน นายแพทย์ชำนาญการ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์เปิดเผยว่า จากกรณีผู้ป่วยที่เข้ามาขอรับคำปรึกษา นั้นปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่จะมีวัยรุ่นมาปรึกษาเรื่องเรียน เทคโนโลยี ความรัก ความรักผ่านโซเชียลร่วมถึงการปรึกษาการปรับตัวเข้ากับเพื่อนหรือพฤติกรรมการเสพติด ยกตัวอย่างติดเกมจนมีพฤติกรรมก้าวร้าว ชอบเก็บตัวอยู่คนเดียวหรือการรุนแรงถึงขั้นเห็นภาพหลอน
“โซเชียลมีเดีย เป็นสิ่งที่ดี เป็นช่องทางการสื่อสาร ถ้าใช้ให้มันเกิดประโยชน์มันก็จะเกิดประโยชน์ มันก็จะมีประโยชน์มาก แต่ถ้าใช้โดยขาดความระมัดระวังไม่ย้ำคิด มันก็อาจจะผลกระทบตามมา ก็เหมือนกับการที่เราทิ้งรอยเท้าเอาไว้ให้คนคอยตามสืบ ถ้าเป็นรอยเท้าที่ดีก็คงไม่มีปัญหาหรือผลกระทบอะไร แต่ถ้าเราทิ้งรอยเท้าที่ไม่ดี เราก็จะต้องตามแก้ไข ทางที่ดีใช้โซเชียลอย่างระมัดระวัง ใช้ให้ปลอดภัยเป็นดีที่สุด”แพทย์หญิงทิพาวรรณกล่าว
“เราคงเปลี่ยนสังคมตามยุคสมัยไม่ได้ เทคโนโลยีล้วนมีประโยชน์ อีกด้านหนึ่งก็มีโทษ โดยหลักเราก็ควรใช้อย่างพอดี หรืออย่างพอเพียงตามหลักของในหลวง พอเพียงก็คือต้องใช้ให้พอดีและควรให้เวลากับอย่างอื่นด้วยว่า เราไม่ได้มีแต่โลกไอที เรายังมีเพื่อน ครอบครัว หรือ คนรอบข้าง ควรให้ความสำคัญคนมากกว่าวัตถุ”นายแพทย์ ธันวรุจน์กล่าว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *